ผู้เล่นอาจจะได้ยินคำๆนี้มานานและอาจจะบ่อยครั้ง แต่ก็ยังไม่รู้ว่ามันคืออะไรและยังสบสนอยู่ดี บทความนี้จะพูดถึงประสิทธิภาพของแนวคิดนี้และคุณจะสามารถนำมันไปประยุกต์ใช้ในเกมของคุณได้ยังไงบ้าง Blocker คือไพ่ที่คุณถืออยู่แต่กลับมีผลต่อความสัมพันธ์ของคู่ต่อสู้กับไพ่บนบอร์ด ผลกระทบที่เห็นได้ชัดเลยคือคู่ต่อสู้อาจจะมีทางออกน้อยลงเพราะคุณถือไพ่ใบนั้นอยู่ หรือบางครั้งอาจจะทำให้คุณทราบว่าคู่ต่อสู้กำลังเดิมพันเพื่อเพิ่มมูลค่าหรือเพื่อบลัฟฟ์ ลองมาดูตัวอย่างง่ายๆที่จะสามารถทำให้คุณพัฒนาการเล่นของคุณได้โดยการใช้แนวคิด blocker Top set จะ raise หรือไม่ raise                 จินตนาการภาพการเล่น 6 Max cash game ออนไลน์ คุณอยู่ที่ตำแหน่ง big blind และผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่ง EP เป็นคนเริ่มเปิดการเดิมพันมา คุณตัดสินใจ call ไปและเผชิญหน้าตัวต่อตัว flop ออก Q X X บอร์ดแบบ rainbow ไม่มีลุ้นสี ลุ้นเรียง และคุณกำลังติด top set อยู่ คุณตัดสินใจที่จะ check และคู่ต่อสู้ c-bet กลับมา ตอนนี้คุณจะต้องตัดสินใจแล้วว่าจะ raise กลับไปหรือไม่                 ถ้าคุณ raise กลับไปกับคู่ต่อสู้ที่ไม่ค่อยหมอบให้อยู่แล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ดีแต่ถ้าคุณไม่รู้ข้อมูลตรงนั้นล่ะ ผู้เล่นมือใหม่จึงมักจะตื่นเต้นในสถานการณ์นี้และเริ่มคิดถึงการเดิมพันสูงๆเพื่อให้ได้มูลค่ามากๆแต่ความจริงแล้วคุณควรจะมองไปถึงไพ่ในมือคู่ต่อสู้ว่าเขาน่าจะถือไพ่แบบไหนอยู่ และเล่นยังไงที่จะทำให้เขารู้สึกสบายใจที่จะเล่นต่อ ไพ่ที่เขาถือในมืออาจจะเป็น top...

จากตำแหน่ง Cut off คุณสามารถเลือกเล่นไพ่ได้อย่างหลากหลายเพราะว่าคุณได้ผลประโยชน์จากตำแหน่งที่นั่งเยอะมาก เมื่อคุณได้อยู่ในตำแหน่งนี้ขอให้เช็คให้ดีเสมอว่าคุณได้รับผลประโยชน์สูงที่สุดจากตำแหน่งนี้แล้วหรือยัง บางครั้งผู้เล่นหลายๆคนหลงใหลการเล่นโป๊กเกอร์ในตำแหน่ง BTN มาก มากจนลืมตำแหน่ง Cut off ที่ได้รับผลประโยชน์จากตำแหน่งที่นั่งไม่แพ้กัน แถมยังสามารถทำกำไรได้อย่างมหาศาลเช่นกันอีกด้วย เมื่อเล่นอย่างถูกต้อง ถ้าคุณทำให้อัตราการชนะอยู่ที่ 20BB/100 ในตำแหน่งนี้ คุณกำลังทำได้ดีมากๆเลยล่ะ คุณไม่สามารถรับประกันการเปิดการเดิมพันได้จากตำแหน่ง Cut off ไม่เหมือนกับตำแหน่ง BTN เพราะว่าตำแหน่ง BTN นั้นทรงพลังมากจริงๆ สามารถ 3-bet ได้อย่าง aggressive สุดๆ เนื่องจากหลัง pre-flop ไปแล้ว ตำแหน่ง BTN ก็ยังได้เปรียบในการตัดสินใจมากกว่าตำแหน่งอื่นๆอยู่ และด้วยเหตุผลข้อนี้ ทำให้ range ไพ่ที่จะนำมาเล่นในตำแหน่ง Cut off จะต้องมีความ tight มากกว่า range ไพ่ในตำแหน่ง BTN ถึงแม้ว่าในบางสถานการณ์ผู้เล่นในตำแหน่ง BTN จะ tight เอามากๆ แต่คุณก็ยังสามารถเล่นไพ่ได้หลากหลายอย่างในตำแหน่ง Cut off เหมือนกับเป็นตำแหน่ง BTN ที่สองเลยก็ว่าได้...

ในการเล่นตำแหน่งนี้ค่อนข้างยากกว่าตำแหน่งอื่นๆอยู่เล็กน้อยถ้าให้เปรียบเทียบ เพราะฉะนั้นเราจะมาลดการสูญเสียจากการรู้ว่าต้องเล่นยังไงในตำแหน่งนี้ถึงจะเหมาะสมที่สุดกัน อย่างที่ทุกคนรู้ๆกันอยู่ว่าตำแหน่ง small blind นั้นเป็นตำแหน่งที่สามารถสร้างกำไรจากการเล่นได้น้อยที่สุด บางทีคุณอาจจะเสียเงินเดิมพันครึ่งหนึ่งของรอบนั้นไปโดยที่ยังไม่ทันได้ดูไพ่ที่ได้รับเลย และไม่ว่าจะเล่นยังไงคุณก็จะมีตำแหน่งที่นั่งที่ไม่ดีในรอบหลัง pre-flop อีกด้วย (ความเป็น out of position ตลอดกาล) แม้ว่าจะเป็นผู้เล่นที่เก่งมากๆ ก็ยังสูญเสียเงินจากตำแหน่ง small blind เลย ถ้าคุณหมอบทุกๆครั้งที่อยู่ในตำแหน่ง small blind คุณจะเสียเงินทั้งหมด -50BB / 100 รอบ แต่ถ้าคุณสามารถลดการสูญเสียและเพิ่มอัตราชนะให้กลายเป็น -15 BB / 100 รอบ คุณกำลังทำได้ดีทีเดียวนะ ดังนั้นการเล่นตำแหน่ง small blind จุดประสงค์หลักไม่ใช่การเล่นเพื่อสร้างผลกำไรแต่เป็นการเล่นเพื่อให้เสียน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ Big Blind กับ Small Blind                 หนึ่งในข้อผิดพลาดที่พบได้บ่อยๆเมื่อผู้เล่นอยู่ในตำแหน่ง small blind ก็คือ ไม่รู้ว่าตำแหน่งที่นั่งระหว่าง big blind และ small blind นั้น แตกต่างกัน                 ถ้าคุณกำลังใช้กลยุทธ์และวิธีการเล่นในสองตำแหน่งนี้เหมือนๆกันอยู่ คุณกำลังเข้าใจอะไรผิดไปแน่ๆ...

การเล่นในตำแหน่ง blind อาจจะต้องการทัศนคติที่ต่างจากตำแหน่งอื่นๆซักเล็กน้อย ดังนั้นคุณควรจะปัดฝุ่น เรียนรู้มันกันซักหน่อย ตำแหน่ง big blind มีเอกลักษณ์เฉพาะและแตกต่างจากตำแหน่งอื่นๆภายในโต๊ะ มีบางสิ่งบางอย่างที่คุณควรจะต้องทำ เมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ที่ซึ่งคุณไม่เคยคิดที่จะทำเลยในตำแหน่งอื่นๆ แม้แต่ผู้เล่นที่ดีบางครั้งก็ยังเสียเงินจากตำแหน่งนี้เช่นกัน การถูกบังคับให้ลงเงินเดิมพันก่อนโดยที่ยังไม่ทันได้เห็นไพ่เลยเป็นอะไรที่เสียเปรียบเอามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคุณจะต้องเสียเงินเป็นจำนวนมากในการเล่นในตำแหน่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นตำแหน่งที่ไม่ดีในเกมอีกด้วย ในตำแหน่ง big blind นี้จึงไม่ค่อยสร้างกำไรให้กับผู้เล่นมากนัก แต่จะทำยังไงถึงจะเสียให้น้อยที่สุดเมื่ออยู่ในตำแหน่งนี้ ลองคิดว่าคุณจะหมอบทุกครั้งที่อยู่ในตำแหน่ง big blind คุณจะเสียเงินเดิมพันทั้งหมด 100 BB / 100 รอบ แต่ถ้าคุณสามารถทำให้อัตราการแพ้ชนะนี้อยู่ที่ 30 BB / 100 รอบ คุณกำลังทำได้ดี เพราะสามารถชดเชยความสูญเสียให้น้อยลง Loose หน่อย                 เมื่อคุณได้ลงเดิมพันไปใน pot แล้ว ถึงแม้จะไม่ได้เต็มใจเท่าไหร่ก็ตาม สิ่งที่คุณควรที่จะพยายามก็คือปกป้องเงินที่ลงเดิมพันไปนั้นเอง ความผิดพลาดที่ผู้เล่นส่วนมากทำกันก็คือพยายามปกป้องเงินที่ลงไปด้วยการเลือกไพ่ที่ tight มากๆ ผู้เล่นที่ดีหมายๆคนก็มักจะคิดแบบนี้ และมักจะแนะนำให้เล่น tight เสมอเวลาที่อยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดี (out position)                 ลองมาดูตาราง range ต่างๆและดูว่าคุณจะพอทำอะไรได้บ้างในการปกป้องเงินเดิมพันของคุณ BB ranges...

เราจะพัฒนาความสามารถในการอ่านไพ่คู่ต่อสู้ได้ยังไง ? คำถามนี้มักจะถูกถามกันบ่อยๆและมันก็เป็นคำถามที่น่าสนใจมากๆ เหมือนกับการถามว่า ทำยังไงให้เล่นโป๊กเกอร์ให้ดียิ่งขึ้น ? การอ่านไพ่เป็นส่วนที่สำคัญมากของการเล่นโป๊กเกอร์ คำตอบของคำถามนี้จึงไม่ง่ายดายนักเหมือนเช่นตอนตั้งคำถาม ทักษะนี้เป็นทักษะที่มีการพัฒนาไปอย่างช้าๆและต้องใช้ประสบการณ์ในการเล่นและการฝึกฝนร่วมด้วยเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามเราจะลองมาพยายามรวบรัดเทคนิคบางประการที่พอจะช่วยตอบคำถามข้อนี้ได้ละกัน 1.เข้าใจ range ไพ่                 เรามักจะอ้างอิง range ไพ่ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่างเช่น “คู่ต่อสู้ 3-bet มา range ไพ่ 10%” ความหมายของประโยคนี้เป็นไปได้จำกัดมาก ถ้าดูตามหลักเหตุผล 10% ในประโยคนี้จะบอกถึงเปอร์เซ็นต์ที่ไพ่ของคู่ต่อสู้จะมีไพ่ที่ดีมากๆ แต่แนวคิดนี้ไม่ได้บอกถึงเรื่องความถี่หรือเปอร์เซ็นต์ที่จะเกิดขึ้น คู่ต่อสู้ของเราอาจจะ 3-bet ด้วยไพ่ที่ไม่ดี 10% จากทั้งหมดก็ได้ Merged/Depolarized/Linear                 เป็นชนิดของ range ที่เข้าใจได้ง่ายที่สุด ทั้ง 3 คำนี้สามารถใช้ทดแทนกันได้ เราอาจจะได้ยินคำว่า Merged หรือ Linear ซึ่งก็มีความหมายเหมือนกัน แนวคิดนี้จะใช้ทดแทนช่วงไพ่ที่ดีที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่สามารถรู้ได้ว่าไพ่แบบไหนคือไพ่ที่ดีจริงๆ เพราะมันขึ้นอยู่กับเราว่าเราจัด range ไพ่ที่ดียังไง ไพ่ทุกไพ่ไม่ได้มีค่าความได้เปรียบที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับว่าเราเอาไพ่ใบนั้นไปเทียบกับไพ่อะไร และไพ่ใน range ไหน ไพ่บางไพ่อาจจะดีเมื่อเทียบกับไพ่ที่อยู่ใน range เดียวกัน...

โป๊กเกอร์เป็นเกมที่เรามีข้อมูลไม่ครบถ้วน เราจะต้องมองหาข้อมูลเพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลา จาก rangeไพ่ ดูแพทเทิร์นการเล่น metagame และยังต้องค้นหาสิ่งที่ตาเรามองไม่เห็นอีกต่างหาก น่าเสียดายที่พอเรามีแนวความคิดแบบนี้ปุ๊ป เรื่องเบสิคพื้นฐานก็มักจะถูกลืมเลือนไป เช่นสิ่งที่ปรากฎอยู่ตรงหน้าอย่าง ไพ่บนบอร์ด ไพ่บนบอร์ด มักจะได้รับความสนใจน้อยกว่าความเป็นจริงและทำให้เราได้รับข้อมูลจากบอร์ดน้อยเกินไปมาก ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาย้อนไปตอบคำถามสุดคลาสสิคอย่าง “อ่านบอร์ดยังไง?” กัน ประเภทของบอร์ด บอร์ด rainbow ตัวอย่างบอร์ด K♥  7♣  2♦ บอร์ดสุดแสนจะคลาสสิค ไม่มีการรอ flush อย่างแน่นอนในบอร์ดลักษะณะนี้ ทำให้ทั้งเราและคู่ต่อสู้สูญเสียโอกาสที่จะเล่น aggressive มากขึ้นหรือความสามารถในการ call ตามการเดิมพันสูงๆ เพราะไพ่ที่จะสามารถเล่นได้ในบอร์ดลักษณะนี้นั้นแคบมาก และการเล่นในบอร์ดแบบนี้มักจะจบที่การ c-bet และหมอบ บอร์ด two tone ตัวอย่างบอร์ด 9♠  7♠  3♣ บอร์ดแบบนี้จะทำให้การเล่นมีทริคมากขึ้นกว่าเดิม ไพ่ที่สามารถ call ตามมาได้ก็มีความเป็นไปได้มากขึ้นมากกว่าบอร์ด rainbow นอกจากนี้ประสิทธิภาพของการ c-bet จะเพิ่มสูงขึ้น หรือการ check/raise จะถูกนำมาใช้บนบอร์ดแบบนี้มากยิ่งขึ้น บอร์ด monotone ตัวอย่างบอร์ด A♠  K♠  8♠...

การเล่น squeeze เป็นเทคนิคขั้นสูงขึ้นมาอีกนิดนึงสำหรับรอบ pre-flop ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งใน cash game และทัวร์นาเมนต์ การ squeeze เป็นอะไรที่ได้ผลมากๆ แต่ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวังเช่นกัน การเล่น squeeze คืออะไร ?                 การ squeeze มักจะเกิดขึ้น เมื่อคุณรู้ว่าผู้เล่นที่อยู่ในตำแหน่ง EP เป็นผู้เล่นที่เล่นไพ่กว้างมากๆ แต่กลับ raise มาในรอบ pre-flop และมีผู้เล่นคนอื่น call ตามมา เมื่อมาถึงเรา เราเลือกที่จะ re-raise ให้หนักและคว้า pot นั้นไป                 ความหมายก็คือ เราคาดหวังว่าเราจะได้รับผลประโยชน์จากการ raise ของผู้เล่นแบบ loose และ คาดหวังว่าผู้เล่นที่ call ตามมาจะเล่นไพ่ที่แย่กว่าปกติเพราะอยากเข้ามามีส่วนร่วมในเกมของผู้เล่นคนแรกและคว้าเงินกองกลางไป                 ดังนั้นผู้เล่น loose ที่ raise มาตอนแรกก็อาจจะไม่สามารถ call ตามการ re-raise ของเราได้ เพราะไพ่ในมืออาจจะไม่ดีพอ และผู้เล่นที่ call ตามมาก็ไม่สามารถ...

การเรียนรู้วิธีการเล่น suited connectors อย่างเหมาะสมทั้งตอนที่มีตำแหน่งที่ดีและตำแหน่งที่ไม่ดี จะสามารถทำให้ไพ่เหล่านี้กลายเป็นไพ่ที่โกงมากหลังจาก flop เลยทีเดียว อย่างเช่นไพ่ 8♠ 9♠ หรือ  4♦ 5♦บางทีก็สามารถไปทำให้ไพ่ AA แพ้ได้ แต่ถ้าคุณเอาไปใช้แบบผิดๆ เล่นผิดๆอาจจะทำให้ bankroll ของคุณหายไปได้เลยเช่นกัน ต้องจำเอาไว้ว่าคุณจะต้องอาศัยช่วงเวลาที่เหมาะสมและอย่าลืมถ้าพลาดบอร์ดไปก็ต้องหมอบให้เป็น เราจะมาดูกันว่าทำยังไงให้ไพ่ที่น่าสนใจเหล่านี้กลายเป็นไพ่ที่ดีได้หรืออย่างน้อยก็ไม่ทำให้การเล่นของเราในรอบนั้นมี EV เป็นลบ suited connectors เล่นยังไง? วิธีการเล่นมีอยู่สองหลักสูตร คือ แบบคลาสสิค และแบบสมัยใหม่ แบบคลาสสิค – การจะเล่น suited connectors คุณต้องเล่นกับผู้เล่นเยอะๆหน่อย                 แนวคิดนี้เกิดจากความคิดที่ว่า ถ้าคุณกำลังรอสีรอเรียงอยู่ คุณก็ต้องการมูลค่าเงินเดิมพันใน pot เยอะหน่อยเพื่อการคำนวณหา pot odds ที่สมเหตุสมผล                 ถ้า flop เปิดออกมาแล้วคุณกำลังรอ straight สองทาง คุณมีโอกาสที่จะติดทั้งหมด 17% จนถึงรอบ river ดังนั้นคุณต้องการเงินที่อยู่ในกองกลางจำนวนมากหน่อยเพื่อติด straight ที่รออยู่ และเพื่อความเป็นเหตุเป็นผลให้คุณหมอบเช่นกัน                 ฟังดูเข้าท่านะ...

AA ถือว่าเป็นไพ่เริ่มเล่นที่ดีที่สุดเลย แต่บางทีมันก็ทำให้เราตัดสินใจยากเช่นกัน เหมือนกับ Melvin ที่ถือ AA อยู่ในมือ แต่แพ้เป็นรอบที่ 5 ของวันแล้ว แน่นอนว่าการเจอสถานการณ์แบบนี้เข้าไป Melvin ต้องหัวเสียเป็นธรรมดา แล้วสถานการณ์แบบนี้ฟังดูเหมือนคุณเคยเจอมันบ้างหรือเปล่า ? สถานการณ์ที่คุณมีคู่ที่ดีที่สุดอยู่ในมือแต่กลับไม่เคยชนะเลย เราจะมาดูทฤษฎีและกลยุทธ์ที่จะสามารถนำมาปรับใช้กัน และแน่นอนว่ามันจะทำให้คุณเล่น AA ให้ดีมากยิ่งขึ้น AA ไม่ได้อยู่ยงคงกระพัน อันนี้ไม่ใช่กลยุทธ์อะไรเลย แต่เป็นสิ่งที่คุณจะต้องทำความเข้าใจก่อน ในทางคณิตศาสตร์แล้ว AA มีโอกาสที่จะแพ้อยู่เสมอนะ ถ้าเทียบกับไพ่ใดๆสองใบ AA มีโอกาสชนะถึง 85.2% มันหมายถึงอะไร ? หมายความว่า ถ้าคุณ all-in ด้วย AA 100 รอบ คุณจะเสียประมาณ 15 รอบโดยเฉลี่ย ไพ่ที่ทำให้โอกาสชนะของ AA ลดลงก็คือ 56s ซึ่งเป็นไพ่ที่มีโอกาสชนะ AA ถึง 23.1% (สูงกว่าไพ่ KK KQs อีก) ไพ่ที่ทำให้โอกาสชนะของ AA เพิ่มขึ้นก็คือ A2o...

Straddle คือการวางเงินเดิมพันเช่นเดียวกันกับ small blind และ big blind ด้วยความตั้งใจที่จะเพิ่มมูลค่าของ pot ตรงกลางให้สูงขึ้น straddle มักจะเป็นผู้เล่นในตำแหน่ง UTG และโดยทั่วๆไปแล้วจะวางเงินเดิมพันเป็นสองเท่าตัวของ big blind หรืออาจจะมากกว่านั้นถึง 2.5 เท่า ก่อนที่ไพ่จะถูกแจก Double straddle คือ การที่ small blind วางเดิมพัน big blind วางเดิมพัน UTG วางเดิมพัน straddle และผู้เล่นที่อยู่ถัด UTG วางเดิมพันเพิ่มอีกหนึ่งที ซึ่ง straddle จะมาทำให้ pot ตรงกลางมีมูลค่ามากขึ้นกว่าที่มี และจูงใจให้ผู้เล่นอยากที่จะเข้าไปเล่นในรอบนั้นมากขึ้นเพราะเงินที่ได้นั้นสูงมากขึ้น และผู้เล่นที่วาง straddle ก็จะสามารถตัดสินใจได้เป็นคนสุดท้ายในรอบ pre-flop อีกด้วย ซึ่งการวางเดิมพัน straddle นั้นสามารถวางไปได้เรื่อยๆจนถึงตำแหน่งปุ่ม ผู้เล่นที่นั่งตำแหน่งปุ่มจะเป็นผู้เล่นคนเดียวที่ไม่สามารถวาง straddle ได้ ดังตัวอย่าง ที่นั่งที่ 1 SB: $2.50 ที่นั่งที่ 2...

X