โป๊กเกอร์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งแหล่งข้อมูลด้านกลยุทธ์ต่างๆที่มี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วิดีโอ หรือ เนื้อหาดิจิตอลทั้งหลาย เริ่มจะล้าสมัยไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการที่ผู้เล่น old-school (สมัยเก่า) เคยทำเงินได้หลายล้านจากการเล่นแบบเน้นโจมตีจุดอ่อนคู่แข่ง (หรือที่เรียกว่าการเล่นแบบ exploit) ขณะที่ผู้เล่นเกือบทั้งหมดที่ทำเงินล้านได้ในตอนนี้ จะใช้หลักการเล่นโป๊กเกอร์แบบทฤษฎีเกม (หรือ game theory) โดยมีการผสมการเล่นแบบ exploit เข้าไปบ้าง เพื่อยกระบบเกมการเล่นไปอีกขั้น ในบทความนี้ เราจะพูดกันถึง พื้นฐานของทฤษฎีเกมกับโป๊กเกอร์ทำไมเราจึงควรใช้กลยุทธ์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีเกมตัวอย่างจาก Doug Polk ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของทฤษฎีเกมข้อดี 4 เรื่องจากการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีเกม มาเริ่มกันเลย! ทฤษฎีเกมกับโป๊กเกอร์ John Nash ได้พัฒนาแนวคิดทฤษฎีเกมขึ้นมาเป็นสาขาหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์ ที่ม.ปรินซตัน ในช่วงปี 1950 ขณะที่โป๊กเกอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่เป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะเกมนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีความรู้เรื่องทฤษฎีเกมในมุมความรู้ของเรา ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ทำให้ความซับซ้อนของโป๊กเกอร์ทวีความลึกยิ่งขึ้น ตั้งแต่เรื่องของ hand ที่เหมาะจะ open จากแต่ละตำแหน่ง ไปจนถึงการ check ที่ river เมื่อมี small pot ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่ออัตรากำไรของเรา ในฐานะนักเล่นโป๊กเกอร์ทั้งสิ้น...

ในบทความที่แล้วเราได้พูดถึง 5จุด ที่ควร C-Bet บน single raised pot กันไปแล้ว วันนี้เราจะมาเรียนรู้อีก 5จุด ที่ควร C-Bet บน 3-Bet Pot 5 จุดที่ควร Range C-Bet ใน 3-Bet Pot ถึงแม้ว่า 3-Bet pot จะไม่เกิดขึ้นบ่อยเท่ากับ single raised pot แต่พวกมันก็เป็น pot ที่มีขนาดใหญ่กว่ามาก ดังนั้นแน่นอนว่าพวกมันจะส่งผลกระทบต่อ win-rate โดยรวมของเราได้มากกว่า  การเล่นผิดพลาดใน 3-Bet pot จึงเกิดความเสียหายได้มากกว่าใน single raised pot สิ่งสำคัญเกี่ยวกับ size: เราควรใช้ c-bet เล็กๆที่ประมาณ 1/3 ของ pot ในแต่ละจุดที่เราจะพูดถึงนี้    จุดที่ #1 – King-High Boards In Position ตัวอย่าง:...

Poker strategy ได้เปลี่ยนแปลงไปมากตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก่อนช่วงที่โป๊กเกอร์จะบูม คนทั่วไปมักจะเล่น passive มากเกินไป  ซึ่งหลังจากนั้นก็มีการแก้เกมโดยผู้เล่นบางคนที่จะ continuation bet (c-bet) เกือบ 100% กับทุก flop  ซึ่งเป็นที่รู้จักในบางกลุ่มว่าเป็น “range c-bet” ซึ่งเป็นคำย่อของการ “c-bet with range” ในขณะที่การ c-bet 100% ในทุกสถานการณ์นั้นมากเกินไป แต่ก็ยังมีบางจุดที่ high frequency c-bet strategy ไม่ใช่แค่เพียงยอมรับได้ แต่จะเป็นการเล่นที่ดีที่สุดเลยล่ะ!ในบทความนี้ ผมจะพูดถึง 10จุด ที่เราควรใช้พลังจาก range advantage ด้วยการ c-bet กับทุก hand ใน range ของเรา  โดยจะเริ่มต้นกันที่ single raised pot ก่อนที่จะไปยัง 3-bet potอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้เป็นสถานการณ์ heads-up เท่านั้น  เพราะใน multiway pot กลยุทธ์การเล่นจะแตกต่างและแทบไม่มี 100% c-bet strategy อยู่เลย...

ผู้เล่นส่วนใหญ่รู้ว่าการ c-bet เป็นกลยุทธ์พื้นฐานของการเล่น postflop แต่ก็ยังมีหลายๆคนที่มีปัญหาในการตัดสินใจว่าจะใช้ c-bet ที่เท่าไหร่ดีC-bet หรือ continuation bet คือ bet จาก aggressor ใน street ก่อนหน้าแม้แต่ผู้เล่นที่เก่งๆก็อาจยังไม่แน่ใจในการเลือกขนาด c-bet  ตัวอย่างเช่น ผู้เล่นใน live game หลายๆคนชอบที่จะ bet 1/2 หรือ 1/3 ของ pot ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆก็ตามปัจจุบันนี้ c-bet ระหว่าง 25- 100% ของ pot นับว่าใช้ได้ทั้งหมด  เคล็ดลับคือการปรับ bet size ของเราให้เหมาะสมที่สุดตามแต่ละสถานการณ์ในบทความนี้เราจะมาพูดถึง 3 ปัจจัยสำคัญที่สุดที่เราควรรู้ก่อนตัดสินใจเลือกขนาด c-bet 1. C-Bet Range ของเรา สิ่งแรกที่ต้องคิดก่อนที่จะ c-bet คือการเลือกขนาด bet ให้สอดคล้องกับ range ของเราได้อย่างไร ใช้ bet size เล็กลงกับ condense...

ถ้าเราศึกษาโป๊กเกอร์มาได้สักระยะ เราอาจจะเคยได้ยินคำว่า “Polarized” และ “Linear” เมื่อพูดถึงเรื่อง range กันมาบ้าง ทั้ง 2 อย่างคือแนวคิดที่สำคัญสำหรับคนที่ต้องการเอาชนะในเกมโป๊กเกอร์ ในบทความนี้ เราจะได้เรียนรู้เพื่อที่จะตอบคำถามเหล่านี้ : Range คืออะไร?Polarized Range คืออะไร?Linear (หรือ Merged) Range คืออะไร?เมื่อไหร่ที่ Range เราควรจะ Polarized?เมื่อไหร่ที่ Range เราควรจะ Linear? ไม่ว่าเราจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่ต้องการเรียนรู้เนื้อหาขั้นพื้นฐาน หรือเป็นผู้เล่นที่มีประสบการณ์แล้วที่ต้องการรื้อฟื้นความรู้ ผมเชื่อว่าเราจะได้ประโยชน์จากการอ่านเรื่องต่อไปนี้อีก 5 นาที โน้ตไว้ว่า ผมจะพูดถึง preflop แค่สั้นๆ แต่จะเน้นย้ำในประเด็นที่ว่าประเภทของ range ต่างๆเหล่านี้จะใช้ตอน postflop อย่างไร ก่อนที่ผมจะลงลึกเกี่ยวกับ range ทั้งสองประเภทนี้ เราต้องมาเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า range ในโป๊กเกอร์นั้นหมายถึงอะไร Range คืออะไร? range ก็คือ จำนวน hand ทั้งหมดที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะมีได้ ภายใต้สถานการณ์ที่กำหนด ตัวอย่างเช่น สมมติว่าผู้เล่นที่ tight มากๆคนหนึ่ง...

หลังจากที่ตอนที่แล้วเราศึกษาเรื่อง range เมื่อเราเป็น preflop aggressor แล้ว ตามลิ้งค์นี้ วิธีประเมิน range คู่แข่งอย่างแม่นยำ (ตอนที่ 1) มาบทความนี้เรามาศึกษากันต่ออีกกรณีกันบ้าง การประเมิน range ของคู่แข่งเมื่อเราเป็น preflop caller สมมติว่าเรากำลังเล่นเกม $1/$2 6-max ออนไลน์ โดยมี effective stack 100bb Hero ถือไพ่สองใบอยู่ตำแหน่ง HJ UTG fold Hero raise ไปที่ $5 Villain (CO) 3bet ไปที่ $16 อีก 3 ตำแหน่งต่อมา fold  Hero call range ที่ Hero เปิดจาก HJ อาจจะมีลักษณะดังนี้ : แดง = Raise (21.27%), ชมพู = Raise...

แก่นของกลยุทธ์เกมโป๊กเกอร์เรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องของ range แทนที่จะพยายามเดาไพ่คู่ต่อสู้ว่าเป็น hand อะไร การประเมินไพ่ทั้งของคู่แข่งรวมถึงของเราเป็น “กลุ่มขอบเขตของไพ่” หลังมี action แต่ละอย่าง จะช่วยเราได้มากกว่า เหตุผลที่เราทำแบบนี้ก็เพราะ การพยายามอ่านไพ่หรืออ่านจิตวิญญาณของคู่ต่อสู่แบบแย่ๆ ด้วยการเดาว่าถือไพ่อะไรอย่างเฉพาะเจาะจง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ไม่มีประสิทธิ์ภาพเอามากๆ เหตุผลก็เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ผู้เล่นมีโอกาสที่จะสามารถถือได้หลาย hand ในเกือบจะทุกๆสถานการณ์ ดังนั้น เมื่อมีการเล่นกันไปเรื่อยๆ เราก็ควรที่จะประเมินขอบเขต hand ของคู่แข่งไปเรื่อยๆ ด้วยการพยายามประเมิน range ของคู่แข่ง และตีกรอบให้มันแคบลง โดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่เราได้รับจาก action แต่ละครั้งของคู่แข่ง ในบทความนี้ ผมจะสอนวิธีประเมิน range ของคู่แข่ง ทั้งเมื่อเราเป็น aggressor (คนที่จบการเล่นด้วยการ bet/raise) และ caller (คนที่จบการเล่นด้วยการ call) (ในตอนนี้ที่ 1 เราจะมาดูการเล่นเป็น preflop aggressor ก่อน ส่วน preflop caller จะเป็นตอนถัดไป : ผู้แปล) โดยผมจะตีแผ่ range ไปทีละรอบและแสดงวิธีการคิดให้ดู ในตัวอย่างแต่ละข้อ บทความนี้ใช้...

วิธีสร้าง Betting Range บท Monotone Flop สรุปว่าเราจะใช้ bet size ที่ไม่เกิน 33% pot ที่จุดนี้ แต่เราจะ bet ด้วย hand ไหนบ้างล่ะ?  รูปด้านล่างคือ range ที่แนะนำ   แต่ครั้งนี้เราจะไม่ใช้ทางเลือกที่แนะนำ bet ใหญ่ๆเพราะมีเพียงไม่กี่ครั้งที่ควรใช้มัน  สีชมพูคือ  33% pot  และสีเขียวคือ check และ flop เป็น KhQh9h เราจะเห็นว่านี่เป็น polarised betting strategy  เรากำลัง bet 1/3 pot ด้วย value hand และ bluff ส่วนใหญ่ และ check   47% betting frequency ที่มีอยู่เพียงเล็กน้อยนั้นจะเกิดขึ้นกับ flop ที่ BB สามารถติด hand...

Monotone flop คือ flop ที่มีไพ่ suit เดียวกัน 3 ใบ  และในบทความตอนที่ 4 นี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งความเชื่อในหมู่นักโป๊กเกอร์มือใหม่  ถ้าคุณไปยืนข้างๆโต๊ะ $1/$2 cash และฟังการพูดถึง monotone flop ที่เพิ่งเปิดออกมา สิ่งที่เราจะได้ยินจากผู้เล่นมือใหม่มักจะเป็นการ bet เพื่อ charge เงินจากพวก flush draw และจะต้อง bet ใหญ่ๆด้วยนะ  มนุษย์เรามักมีสัญชาตญาณในการปกป้องสิ่งเลวร้ายที่อาจเกิดขึ้น  ซึ่งเป็นนิสัยที่ดูสมเหตุผลเพราะเราสามารถป้องกันภัยพิบัติที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่ไม่สามารถย้อนเวลากลับไปหยุดสิ่งที่ผิดพลาดไปแล้วได้  ดังนั้นจึงเป็นสัญชาตญาณเมื่อเห็น three-flush board ที่เราจะโฟกัสไปที่อนาคต แทนที่จะคิดถึงโอกาสที่คู่ต่อสู้จะติด flush ไปแล้ว KhQh9h – สุดยอดของ Wet Flop บน flop แบบนี้ ดูเหมือนว่าไพ่ 1 คู่นั้นแทบจะไม่มีค่าพอเลย  การถือ AcAd ทำให้คุณมีโอกาสดีพอสมควรที่ hand ของเราอาจดีพอที่จะเอาชนะ pot นี้ได้ที่ river  แต่ในการต่อสู้อันคลาสสิคระหว่าง Button...

ผมคิดว่าเราคิดตรงกันว่า ไม่มีอะไรในโป๊กเกอร์ที่เซ็กซี่ไปกว่าการ overbet ใหญ่อีกแล้ว  นับตั้งแต่มีการเล่น high stake ออนไลน์กันในวันแรกๆ การเล่น overbet กลายเป็นที่นิยมขึ้นมาเพราะตำนานออนไลน์อย่าง Tom Dwan และ Dan “Jungleman” Cates กลยุทธเบื้องหลังการ overbet นั้นไม่ชัดเจนเท่าไหร่ เมื่อมันเริ่มเป็นที่นิยมในตอนแรกๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป เหล่าผู้เล่นที่มีพรสวรรค์ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงการ overbet ใหม่ ให้มีความเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น พอมาถึงยุคใหม่ที่เป็นยุคแห่งการใช้ solver ช่วยคำนวณ Upswing ได้สร้างกลยุทธ์จากการ overbet ที่ optimal (ดี/เหมาะสมที่สุด) แล้ว ให้ไปสู่ระดับที่สูงขึ้นไปอีก โดยโค้ช Daniel “dougiedan678” McAulay ที่สอนไว้ในหัวข้อบทเรียน “การ overbet เมื่อต้อง cbet ช่วง turn” ในส่วนถัดไป ผมจะพูดถึงคำถามแนวคิดพื้นฐาน 3 ประการ เกี่ยวกับการ overbet turn ทำไมเราถึง overbet?เราควร overbet เมื่อไหร่?เราควร overbet...

X