การเล่นโป๊กเกอร์มีแต่จะยากๆขึ้นในแต่ละปี อย่างไม่มีข้อสงสัย มีหลายแนวคิดที่สะท้อนถึง กลยุทธ์รูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในช่วงที่โป๊กเกอร์กำลังบูมเมื่อหลายปีก่อน หนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่อง equity distribution (การกระจายตัวของ equity) ถ้าเราอยากจะเล่น (ให้ใกล้เคียงกับ) โป๊กเกอร์แบบ optimal ในบางสถานการณ์ ความเข้าใจเรื่อง equity distribution คือเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าอ่านบทความนี้แล้วพบว่าแนวคิดนี้มันซับซ้อนเกินไป ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแนวคิดนี้เปรียบเสมือนผลไม้ที่แขวนอยู่บน ต้นไม้แห่งแนวคิดโป๊กเกอร์ ที่อยู่สูงมากๆ และการละมันไว้บ้าง ก็อาจจะไม่กระทบกับการทำกำไรจากเกมของเรามากเท่าไหร่ เนื้อหาในบทความนี้จะครอบคลุมเรื่อง :  Equity Distribution คืออะไร ?Equity ที่กระจายตัวแบบ LinearEquity ที่กระจายตัวแบบ PolarizedEquity Distribution สำคัญอย่างไร? มาเริ่มกันเลย Equity Distribution คืออะไร? ในเกมโป๊กเกอร์ equity distribution จะหมายถึง ลักษณะของการกระจายตัวของ equity ไปตามส่วนต่างๆของกลุ่ม hand ใน range  เราจะไปดูกราฟของ equity distribution กัน โดยให้เข้าใจเอาไว้ว่า : บนแกน X...

เราอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า range คือจำนวน hand ทั้งหมดที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะมีได้ในสถานการณ์หนึ่งๆ และเราก็อาจจะพอรู้ว่า การโฟกัสที่ range ไม่ใช้ hand ใด hand หนึ่ง คือแนวทางที่นักเล่นมืออาชีพใช้กัน แต่เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง capped range มากนัก ถ้าเรารู้ว่า capped range คืออะไร และมันมีผลกับกลยุทธ์ของเราอย่างไร มันจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้เราได้อย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะมาศึกษากันในตอนนี้ capped range คืออะไร? capped range คือ range ที่ไม่มี strong hand เช่น  overpair, 2 pair, set, straight, flush และอื่นๆ (หรืออาจจะมีน้อยมากๆ) เพื่อให้เห็นภาพ เราจะมาดูกันที่ hand ตัวอย่างนี้ : แคชเกมออนไลน์ $1/$2 ผู้เล่น 6 คน Effective Stack $200 Hero อยู่ที่ BB...

ICM ย่อมาจาก Independent Chip Model ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเล่นโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง ไม่ช้าก็เร็ว ผู้เชี่ยวชาญด้านโป๊กเกอร์อย่าง Arved Klöhn ได้อธิบายความหมาย, การคำนวณ ICM และเหตุผลที่เราต้องคุ้นเคยกับ ICM เอาไว้ โดยเราจะมาเริ่มกันจากคำถามพื้นๆก่อนอย่าง “1 ชิพในโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์มีค่าเท่าไหร่?” ซึ่งคำตอบของมันก็คือวัตถุประสงค์หลักของเรื่อง ICM นี่แหละ  ทำไมเราถึงต้องรู้เรื่องการคำนวณ ICM? ความเข้าใจในมูลค่าของชิพ ในแต่ละช่วงการเล่นในทัวร์นาเมนต์ คือข้อได้เปรียบที่สำคัญมากๆ ลองคิดดูว่าเรากำลังนั่งเล่นโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์อยู่ โดยมี stack อยู่มากพอจำนวนหนึ่งในขณะที่ช่วง bubble (ช่วงที่ใกล้จะ ITM) กำลังจะมาถึง อยากรู้ไหมว่า เราคาดว่าน่าจะได้เงินรางวัลเฉลี่ยเท่าไหร่ในระยะยาว? แล้วการ double up (มี stack เพิ่มเป็น 2 เท่า) ล่ะ? มันคุ้มไหมที่จะเอา stack จำนวนมากไปเสี่ยงในช่วงก่อนจะถึง bubble? และถ้าเราเสีย stack ไปครึ่งหนึ่งมันจะทำให้เราเสียกำไรระยะยาวไปมากแค่ไหน?  โครงสร้างการจ่ายเงินรางวัลในโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์จะทำให้การตอบคำถามเหล่านั้นเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้น การมีชิพเพิ่มขึ้น 2 เท่า ไม่ได้แปลว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าเสมอไป...

David “MissOracle” Yan ทำเงินไปได้อย่างมหาศาลจากโป๊กเกอร์ วันนี้ เราจะมาช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จเหมือนเขา ด้วยคำแนะนำเล็กๆ 5 ข้อจากตัวเขาเอง ซึ่งมาจากรายการ Play&Explain (เล่นและอธิบาย) ซึ่งเขาได้แสดงทักษะการเล่นในเกม 100NL ($0.50/$1) 6-max Zoom game (แคชเกมที่เปลี่ยนโต๊ะทันทีที่ fold ทุก hand) ให้ดูเป็นตัวอย่าง คำแนะนำนี้เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานง่ายๆไปจนถึงระดับแอดวานซ์ เรามาเริ่มกันเลย! คำแนะนำที่ #1: Preflop range เป็นตัวกำหนดวิธีเล่น postflop ที่มีอิทธิพลอย่างมาก กลยุทธ์ postflop ทั้งหมดทั้งปวง มีพื้นฐานเรื่องที่หนักแน่นจาก range ที่เราเริ่มใช้ตอน preflop ในรายการ Play&Explai นี้ David Yan เล่น hand  K♣ Q♥ ที่ตำแหน่ง BB โดยเจอการ raise ที่ HJ และเขา call ไป  แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่...

ไม่มีอะไรจะปลุกการตอบสนองทางอารมณ์ของนักเล่นโป๊กเกอร์ให้พลุ่งพล่านมากไปกว่าคำว่า variance อีกแล้ว ความหมายง่ายๆ Variance ก็คือความผันผวนของผลลัพธ์โดยเฉลี่ยในระยะยาว ซึ่งใช้วัดความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นจากโชคหรือดวงจากการสุ่ม  เหตุการณ์แบบสุ่มต่างๆ (เช่น โอกาสได้กำไรระยะยาว, จำนวนครั้งที่จะติด nut ในแต่ละ session หรือโอกาสการเกิดของเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต เช่น โอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นต้น) มักจะมีลักษณะที่อ่อนไหวต่อค่า variance อยู่เสมอ (variance จะมีผลมากกับเหตุการณ์เหล่านั้น) หรือพูดอีกอย่างได้ว่า มีความแตกต่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างคนที่โชคดีที่สุดและคนที่โชคร้ายที่สุด แม้จะกำหนดให้ตัวแปรต่างๆมีเท่ากันก็ตาม เมื่อเราทำอะไรบางอย่างที่เหมือนกันเป๊ะ บางคนจะมีโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือแย่กว่าอีกคน จากโอกาสที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเสมอ ในอีกมุมหนึ่ง variance ก็คือฝันรายที่สุดของนักเล่นโป๊กเกอร์ทุกคน ไม่ต่างจากกฎของเมอร์ฟี่ที่กล่าวไว้ว่า “อะไรที่มีโอกาสผิดพลาดได้ สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่ในทางที่แย่ที่สุด” ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันอย่างเหมาะสม มองแบบประชดประชันหน่อย variance ก็อาจจะเป็นของขวัญที่เยี่ยมที่สุด ที่โป๊กเกอร์มอบให้กับเราก็ได้ เพราะถ้าไม่มีมัน ความตื่นเต้นของความอับโชคในเกมที่เล่นกันได้ดีที่สุดก็จะหายไป และความน่าสนใจในเกมโป๊กเกอร์ก็อาจจะ “ถดถอย” ลงไปจนเหมือนเกมอย่าง หมากรุก ซึ่งไม่สามารถทำเงินกันได้ ถ้าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีระดับทักษะเหนือกว่าอย่างน้อย 0.01% ระวังสิ่งที่หวังกันเอาไว้ให้ดี ถ้า variance เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราก็คงอยากจะให้มันหายไป หรืออย่างน้อยก็หาทางพยายามเลี่ยงมันให้ได้ ซึ่งผมขอแย้งว่า นอกจากมันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว มันยังเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้นด้วย  ถ้าพูดในเชิงศิลปะ...

ผมรู้บางอย่างเกี่ยวกับผู้คนโดยไม่ต้องเจอหน้ากันก็รู้ นั่นคือ พวกเราชอบเกมกลยุทธ์ (ถ้าเราไม่ชอบ ก็คงไม่คลิกมาอ่านบทความเกี่ยวกับกลยุทธ์โป๊กเกอร์แบบนี้หรอก) ไม่ว่าจะเป็นหมากรุก, Magic: The Gathering, หรือ League of Legends เราอาจจะเสียเวลาชีวิตไปเยอะในการเล่นเกมเหล่านี้ ดังนั้น เราคงรู้ดีว่า มีอยู่ 2 แง่มุมที่สำคัญในการเล่นเกมกลยุทธ์ นั่นก็คือ การรุก และ การตั้งรับ ซึ่งเราคงเข้าใจดีว่า ถ้าเรามีเกมรับที่ไม่ดี มันก็ยากที่จะชนะ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งในระดับสูง ในเกมโป๊กเกอร์ก็ไม่ต่างกัน ถ้าเราไม่มีกลยุทธ์เกมรับที่แข็งแกร่งพอ เราจะจบลงด้วยการเสียชิพจำนวนมาก ทำให้กำไรจากความพยายามในการเล่นเกมรุกของเราต้องเสียไป มันจึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้ คือ การตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ซึ่งเราจะครอบคลุมประเด็นต่างๆดังนี้ : จุดที่สำคัญที่สุดในการตั้งรับตอน turn การตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ตอน turn ในทางทฤษฎีการตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ตอน turn ในทางปฏิบัติการปรับตัวตามตัวแปรต่างๆในการเล่น จุดที่สำคัญที่สุดในการตั้งรับตอน turn สถานการณ์ที่สำคัญที่สุดในการศึกษา คือสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด และเมื่อคิดตามมุมมองนี้ จุดที่ต้องต่อสู้กันโดยใช้เรื่องของตำแหน่ง ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือสถานการณ์ที่ BTN เจอกับ BB BTN vs. BB...

เคยได้ยินเรื่อง bluff-to-value ratio มาก่อนไหมครับ? ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้อย่างถูกต้องเมื่อไหร่ มันจะช่วยให้เราทำกำไรได้มากขึ้น ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่าย aggressor หรือเมื่อต้องเจอกับ aggressor ก็ตาม สิ่งที่เราจะเรียนกันในบทความนี้ : bluff-to-value ratio คืออะไร?จุดประสงค์ของ bluff-to-value ratio คืออะไร และจะใช้เมื่อไหร่?อัตราส่วนที่เหมาะสมที่เราควรใช้ตอน flop, turn และ riverข้อจำกัดของหลักการนี้วิเคราะห์ตัวอย่างการเล่นแต่ละรอบ Bluff-to-Value Ratio คืออะไร? bluff-to-value ratio คืออัตราส่วนระหว่าง จำนวน combo ของ bluff เทียบกับ จำนวน combo ของ value hand ใน betting range ของเรา ตัวอย่างเช่น ถ้าเรามี bettig range ที่ river เป็น bluff จำนวน 12 combo และเป็น value 36 combo ดังนั้น...

โป๊กเกอร์พัฒนาไปอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ปีที่ผ่านมา จนกระทั่งแหล่งข้อมูลด้านกลยุทธ์ต่างๆที่มี ไม่ว่าจะเป็นหนังสือ วิดีโอ หรือ เนื้อหาดิจิตอลทั้งหลาย เริ่มจะล้าสมัยไปเรื่อยๆ การเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนที่สุดคือการที่ผู้เล่น old-school (สมัยเก่า) เคยทำเงินได้หลายล้านจากการเล่นแบบเน้นโจมตีจุดอ่อนคู่แข่ง (หรือที่เรียกว่าการเล่นแบบ exploit) ขณะที่ผู้เล่นเกือบทั้งหมดที่ทำเงินล้านได้ในตอนนี้ จะใช้หลักการเล่นโป๊กเกอร์แบบทฤษฎีเกม (หรือ game theory) โดยมีการผสมการเล่นแบบ exploit เข้าไปบ้าง เพื่อยกระบบเกมการเล่นไปอีกขั้น ในบทความนี้ เราจะพูดกันถึง พื้นฐานของทฤษฎีเกมกับโป๊กเกอร์ทำไมเราจึงควรใช้กลยุทธ์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีเกมตัวอย่างจาก Doug Polk ที่ชี้ให้เห็นความสำคัญของทฤษฎีเกมข้อดี 4 เรื่องจากการใช้กลยุทธ์ที่ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีเกม มาเริ่มกันเลย! ทฤษฎีเกมกับโป๊กเกอร์ John Nash ได้พัฒนาแนวคิดทฤษฎีเกมขึ้นมาเป็นสาขาหนึ่งของวิชาคณิตศาสตร์ ที่ม.ปรินซตัน ในช่วงปี 1950 ขณะที่โป๊กเกอร์ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ผู้เล่นก็มีการพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จนถึงจุดที่เป็นเรื่องยากที่จะเอาชนะเกมนี้ได้อย่างสม่ำเสมอ โดยไม่มีความรู้เรื่องทฤษฎีเกมในมุมความรู้ของเรา ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ทำให้ความซับซ้อนของโป๊กเกอร์ทวีความลึกยิ่งขึ้น ตั้งแต่เรื่องของ hand ที่เหมาะจะ open จากแต่ละตำแหน่ง ไปจนถึงการ check ที่ river เมื่อมี small pot ที่ดูเหมือนจะไม่สำคัญ แต่ทุกการตัดสินใจล้วนส่งผลต่ออัตรากำไรของเรา ในฐานะนักเล่นโป๊กเกอร์ทั้งสิ้น...

แก่นของกลยุทธ์เกมโป๊กเกอร์เรื่องหนึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องของ range แทนที่จะพยายามเดาไพ่คู่ต่อสู้ว่าเป็น hand อะไร การประเมินไพ่ทั้งของคู่แข่งรวมถึงของเราเป็น “กลุ่มขอบเขตของไพ่” หลังมี action แต่ละอย่าง จะช่วยเราได้มากกว่า เหตุผลที่เราทำแบบนี้ก็เพราะ การพยายามอ่านไพ่หรืออ่านจิตวิญญาณของคู่ต่อสู่แบบแย่ๆ ด้วยการเดาว่าถือไพ่อะไรอย่างเฉพาะเจาะจง ถือเป็นกลยุทธ์ที่ไม่มีประสิทธิ์ภาพเอามากๆ เหตุผลก็เพราะในทางปฏิบัติแล้ว ผู้เล่นมีโอกาสที่จะสามารถถือได้หลาย hand ในเกือบจะทุกๆสถานการณ์ ดังนั้น เมื่อมีการเล่นกันไปเรื่อยๆ เราก็ควรที่จะประเมินขอบเขต hand ของคู่แข่งไปเรื่อยๆ ด้วยการพยายามประเมิน range ของคู่แข่ง และตีกรอบให้มันแคบลง โดยวิเคราะห์จากข้อมูลที่เราได้รับจาก action แต่ละครั้งของคู่แข่ง ในบทความนี้ ผมจะสอนวิธีประเมิน range ของคู่แข่ง ทั้งเมื่อเราเป็น aggressor (คนที่จบการเล่นด้วยการ bet/raise) และ caller (คนที่จบการเล่นด้วยการ call) (ในตอนนี้ที่ 1 เราจะมาดูการเล่นเป็น preflop aggressor ก่อน ส่วน preflop caller จะเป็นตอนถัดไป : ผู้แปล) โดยผมจะตีแผ่ range ไปทีละรอบและแสดงวิธีการคิดให้ดู ในตัวอย่างแต่ละข้อ บทความนี้ใช้...

ถึงแม้จะมีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้เพื่อพัฒนา poker strategy ของเรา  ผมกลับพบว่าการโฟกัสเพียงแค่บางสิ่งสามารถช่วยลดความรู้สึกที่มีมากเกินไป  ดังนั้น ลองเริ่มจาก 3 เทคนิคนี้และติดตามดูผลการเล่นของคุณใน session ต่อๆไป 1) เข้าใจ Preflop Range อย่างลึกซึ้ง จริงๆแล้ว ผมไม่ชอบใช้ chart เท่าไหร่นัก  เพราะผมคิดว่ามันเป็นการจำกัดและทำให้พลาดมุมมองภาพใหญ่ของเกม poker ที่มีความหลากหลายและการเปลี่ยนแปลงมากมายในแต่ละสถานการณ์  แต่ในการเล่น ABC poker เราจำเป็นต้องรู้จัก range ที่จะใช้เมื่อเรายังไม่มีข้อมูลที่ดีกว่า ดังนั้น basic chart จึงมีประโยชน์ Range ที่เราจะใช้ในการ open-raise…call…และ 3-bet จะแตกต่างกันไปในแต่ละเกม  ตัวอย่างเช่น ผมจะ open pocket pair ทั้งหมดจาก UTG ในเกม 6max แต่ในเกม full ring online ผมมักจะ open แค่ 66+ จาก UTG Starting hand chart ที่ผมแนะนำสำหรับ full...

X