3-Bet pot ดูจะเป็นเรื่องที่ยากและซับซ้อนกว่า 2-Bet pot นั่นก็เพราะว่ามันเกิดขึ้นน้อยกว่าจึงทำให้เราไม่ค่อยคุ้นเคยกับมันนัก  ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยจำนวนเงินการเล่นที่สูงขึ้นใน 3-Bet pot อาจทำให้เราใช้ความคิดอย่างชัดเจนได้ยากขึ้น  เรามาดูกันว่าจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรสำหรับฝ่าย defender  SPR ต่ำ SPR หรือ Stack-to-Pot Ratio เป็นสิ่งที่นักโป๊กเกอร์เมื่อพูดถึงขนาดความใหญ่ของ pot เมื่อเปรียบเทียบกับ effective stack (stack ที่น้อยที่สุดระหว่างเราและคู่ต่อสู้)  effective stack ใน 3-Bet pot จะต่ำกว่าปกติมาก ซึ่งมักจะอยู่ที่ประมาณ 4-6 เท่าของ pot  และถ้าลองเปรียบเทียบกับ SPR 20 ใน single raised pot ทั่วไป นั่นหมายความว่าอะไร? ไม่จำเป็นต้อง Raise บ่อยนักเมื่อ In Position    เหตุผลที่เรา raise เมื่อเจอกับ flop c-bet ใน single raised pot ก็เพราะความจำเป็นในการ...

เราได้ยินคำว่า “GTO” อย่างแพร่หลายอยู่ในโลกโป๊กเกอร์ในขณะนี้  แต่ขณะที่คำนี้อยู่ในพจนานุกรมของผู้เล่นหลายคน ดูเหมือนยังมีอีกหลายคนที่ยังเข้าใจผิดเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของมันอยู่ เพื่อสร้างความเข้าใจให้สมบูรณ์ นี่คือข้อคิด 7 ข้อจาก Twitter ของ Doug Polk ที่จะช่วยไม่ให้เราดูเหมือนเป็นคนงี่เง่า เมื่อต้องพูดถึงเรื่องทฤษฎีเกม ที่เอามาใช้ในโป๊กเกอร์ได้ 1. ถ้าใครที่กำลังเล่น GTO หมายความว่าเขากำลังเล่น poker ได้สมบูรณ์แบบ 100% แบบที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ การเล่น GTO นำมาซึ่งการไร้ความผิดพลาด ตั้งแต่การตัดสินใจเล่นตอน preflop จนถึง ความถี่ในการ c-bet ยัน bet size ที่ใช้ที่ river รวมถึงทุกเรื่องที่อยู่ระหว่างนั้น กลยุทธ์แบบ GTO คือกลยุทธ์ที่ไม่มีใครสามารถเอาชนะได้ ไม่ว่าจะใช้ กลยุทธ์การตอบโต้ ในรูปแบบไหน ไม่ว่าเราจะมี “เวทย์มนตร์ขาว” ของ Phil Hellmuth หรือไม่ เราก็ไม่สามารถทำกำไรได้เมื่อเจอการเล่นกลยุทธ์ GTO ที่สมบูรณ์แบบ งั้นแปลว่า ผู้เล่นที่เน้นการใช้ GTO อย่างเช่น Doug หรือ Dominik...

การเรียนรู้โป๊กเกอร์ เป็นกระบวนการที่มีลำดับขั้น เราเริ่มจากการเรียนรู้เรื่อง ความแข็งแกร่งของแฮนด์ แล้วก็เล่นโป๊กเกอร์โดยไม่ได้สนใจตัวแปรอื่นมากนั้น หลังจากนั้น เราก็เริ่มคิดถึงตัวแปรอื่นมากขึ้น เช่น board texture และ range แต่เมื่อเราเริ่มที่จะเป็นผู้เล่นระดับแอดวานซ์ เราจะเริ่มมองเกมในมุมที่ต่างออกไป ผู้เล่นระดับสูงที่มีความเชี่ยวชาญ จะมองการเล่นในภาพรวมขนาดใหญ่ ในมุมมอง birds-eye view ของเกมทั้งเกม หรือพูดได้ว่า พวกเขาจะทำตัวเองให้คุ้นเคยกับภาพรวมของ  “game tree” (เกมทรี) ทั้งเกมของโป๊กเกอร์นั่นเอง ถ้าเราไม่คุ้นเคยกับคำว่า game tree ก็ไม่ต้องกังวลไป บทความนี้เขียนเพื่อที่จะช่วยเชื่อมความเข้าใจในช่องว่านั้น เพื่อให้เราได้เริ่มมองโป๊กเกอร์แบบเดียวกับผู้เล่นที่เก่งที่สุดของโลกได้ มาลงรายละเอียดกัน Game Tree คืออะไร? โป๊กเกอร์เป็น เกมที่มีลำดับขั้น (เช่นหมากรุก หรือ เอ็กซ์โอ) ซึ่งตรงข้ามกับ “เกมที่ต้องเล่นพร้อมกัน” (เช่น เป้ายิงฉุบ) นั่นแปลว่า มีผู้เล่นแค่คนเดียวที่จะได้เล่นในแต่ละตา คุณสมบัติของเกมที่มีลำดับขั้นนั้น คือการที่ผู้เล่นจะมีข้อมูลของการเล่นลำดับก่อนหน้า ยกเว้นคนที่เล่นก่อนเป็นคนแรกของเกม ซึ่งนี่คือรากฐานของ “ความได้เปรียบจากตำแหน่ง” ในเกมที่มีลำดับขั้นทั้งหลาย (รวมถึงโป๊กเกอร์) นั่นก็คือ ถ้าเราได้เล่นทีหลัง เราจะได้เปรียบในเรื่องการมีข้อมูลที่มากกว่า  เกมที่มีลำดับขั้น สามารถแสดงได้ในรูปแบบที่เรียกว่า “รูปแบบการแตกแขนง”...

ถ้าคุณเล่นโป๊กเกอร์มาได้สักระยะ น่าจะเคยได้ยินคำว่า fold equity มาบ้าง ในบทความนี้ ผมจะอธิบายว่า fold equity คืออะไร และทำไมเราถึงควรจะเข้าใจมัน ถ้าเราอยากจะเพิ่มโอกาสชนะให้สูงสุด Fold Equity คืออะไร? Fold equity คือโอกาสที่ผู้เล่นจะ fold เมื่อเจอ bet หรือ raise เช่น ถ้ามีโอกาสที่คู่แข่งจะ fold เมื่อเจอ bet ใน pot $100 อยู่ 33% เราจะมี fold equity 33% (เท่ากับ $33) ใน pot นั้น ถ้าเราเคยคิดว่า โอกาสที่คู่แข่งจะ fold เมื่อเรา bet เป็นเท่าไหร่ จริงๆมันก็คือเราได้นำหลักการไปใช้บนโต๊ะแล้ว (ถึงแม้เราอาจจะไม่รู้ตัว ณ ตอนนั้น) โน้ต : บางคนอาจจะใช้คำว่า fold equity ในความหมายของสมการนี้แทน คือ fold...

การเล่นโป๊กเกอร์มีแต่จะยากๆขึ้นในแต่ละปี อย่างไม่มีข้อสงสัย มีหลายแนวคิดที่สะท้อนถึง กลยุทธ์รูปแบบใหม่ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในช่วงที่โป๊กเกอร์กำลังบูมเมื่อหลายปีก่อน หนึ่งในนั้นคือแนวคิดเรื่อง equity distribution (การกระจายตัวของ equity) ถ้าเราอยากจะเล่น (ให้ใกล้เคียงกับ) โป๊กเกอร์แบบ optimal ในบางสถานการณ์ ความเข้าใจเรื่อง equity distribution คือเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง แต่ถ้าอ่านบทความนี้แล้วพบว่าแนวคิดนี้มันซับซ้อนเกินไป ไม่ต้องเป็นห่วง เพราะแนวคิดนี้เปรียบเสมือนผลไม้ที่แขวนอยู่บน ต้นไม้แห่งแนวคิดโป๊กเกอร์ ที่อยู่สูงมากๆ และการละมันไว้บ้าง ก็อาจจะไม่กระทบกับการทำกำไรจากเกมของเรามากเท่าไหร่ เนื้อหาในบทความนี้จะครอบคลุมเรื่อง :  Equity Distribution คืออะไร ?Equity ที่กระจายตัวแบบ LinearEquity ที่กระจายตัวแบบ PolarizedEquity Distribution สำคัญอย่างไร? มาเริ่มกันเลย Equity Distribution คืออะไร? ในเกมโป๊กเกอร์ equity distribution จะหมายถึง ลักษณะของการกระจายตัวของ equity ไปตามส่วนต่างๆของกลุ่ม hand ใน range  เราจะไปดูกราฟของ equity distribution กัน โดยให้เข้าใจเอาไว้ว่า : บนแกน X...

เราอาจจะรู้กันอยู่แล้วว่า range คือจำนวน hand ทั้งหมดที่ผู้เล่นคนหนึ่งจะมีได้ในสถานการณ์หนึ่งๆ และเราก็อาจจะพอรู้ว่า การโฟกัสที่ range ไม่ใช้ hand ใด hand หนึ่ง คือแนวทางที่นักเล่นมืออาชีพใช้กัน แต่เราอาจจะไม่คุ้นเคยกับแนวคิดเรื่อง capped range มากนัก ถ้าเรารู้ว่า capped range คืออะไร และมันมีผลกับกลยุทธ์ของเราอย่างไร มันจะช่วยเพิ่มอัตรากำไรให้เราได้อย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะมาศึกษากันในตอนนี้ capped range คืออะไร? capped range คือ range ที่ไม่มี strong hand เช่น  overpair, 2 pair, set, straight, flush และอื่นๆ (หรืออาจจะมีน้อยมากๆ) เพื่อให้เห็นภาพ เราจะมาดูกันที่ hand ตัวอย่างนี้ : แคชเกมออนไลน์ $1/$2 ผู้เล่น 6 คน Effective Stack $200 Hero อยู่ที่ BB...

ICM ย่อมาจาก Independent Chip Model ซึ่งเป็นสิ่งที่นักเล่นโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์ทุกคนต้องเกี่ยวข้อง ไม่ช้าก็เร็ว ผู้เชี่ยวชาญด้านโป๊กเกอร์อย่าง Arved Klöhn ได้อธิบายความหมาย, การคำนวณ ICM และเหตุผลที่เราต้องคุ้นเคยกับ ICM เอาไว้ โดยเราจะมาเริ่มกันจากคำถามพื้นๆก่อนอย่าง “1 ชิพในโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์มีค่าเท่าไหร่?” ซึ่งคำตอบของมันก็คือวัตถุประสงค์หลักของเรื่อง ICM นี่แหละ  ทำไมเราถึงต้องรู้เรื่องการคำนวณ ICM? ความเข้าใจในมูลค่าของชิพ ในแต่ละช่วงการเล่นในทัวร์นาเมนต์ คือข้อได้เปรียบที่สำคัญมากๆ ลองคิดดูว่าเรากำลังนั่งเล่นโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์อยู่ โดยมี stack อยู่มากพอจำนวนหนึ่งในขณะที่ช่วง bubble (ช่วงที่ใกล้จะ ITM) กำลังจะมาถึง อยากรู้ไหมว่า เราคาดว่าน่าจะได้เงินรางวัลเฉลี่ยเท่าไหร่ในระยะยาว? แล้วการ double up (มี stack เพิ่มเป็น 2 เท่า) ล่ะ? มันคุ้มไหมที่จะเอา stack จำนวนมากไปเสี่ยงในช่วงก่อนจะถึง bubble? และถ้าเราเสีย stack ไปครึ่งหนึ่งมันจะทำให้เราเสียกำไรระยะยาวไปมากแค่ไหน?  โครงสร้างการจ่ายเงินรางวัลในโป๊กเกอร์ทัวร์นาเมนต์จะทำให้การตอบคำถามเหล่านั้นเป็นเรื่องยุ่งยากขึ้น การมีชิพเพิ่มขึ้น 2 เท่า ไม่ได้แปลว่ามูลค่าของมันจะเพิ่มขึ้น 2 เท่าเสมอไป...

David “MissOracle” Yan ทำเงินไปได้อย่างมหาศาลจากโป๊กเกอร์ วันนี้ เราจะมาช่วยให้ทุกคนประสบความสำเร็จเหมือนเขา ด้วยคำแนะนำเล็กๆ 5 ข้อจากตัวเขาเอง ซึ่งมาจากรายการ Play&Explain (เล่นและอธิบาย) ซึ่งเขาได้แสดงทักษะการเล่นในเกม 100NL ($0.50/$1) 6-max Zoom game (แคชเกมที่เปลี่ยนโต๊ะทันทีที่ fold ทุก hand) ให้ดูเป็นตัวอย่าง คำแนะนำนี้เริ่มตั้งแต่เรื่องพื้นฐานง่ายๆไปจนถึงระดับแอดวานซ์ เรามาเริ่มกันเลย! คำแนะนำที่ #1: Preflop range เป็นตัวกำหนดวิธีเล่น postflop ที่มีอิทธิพลอย่างมาก กลยุทธ์ postflop ทั้งหมดทั้งปวง มีพื้นฐานเรื่องที่หนักแน่นจาก range ที่เราเริ่มใช้ตอน preflop ในรายการ Play&Explai นี้ David Yan เล่น hand  K♣ Q♥ ที่ตำแหน่ง BB โดยเจอการ raise ที่ HJ และเขา call ไป  แม้จะดูเหมือนเรื่องพื้นๆ แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ คนที่...

ไม่มีอะไรจะปลุกการตอบสนองทางอารมณ์ของนักเล่นโป๊กเกอร์ให้พลุ่งพล่านมากไปกว่าคำว่า variance อีกแล้ว ความหมายง่ายๆ Variance ก็คือความผันผวนของผลลัพธ์โดยเฉลี่ยในระยะยาว ซึ่งใช้วัดความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ทั่วไปที่เกิดขึ้นจากโชคหรือดวงจากการสุ่ม  เหตุการณ์แบบสุ่มต่างๆ (เช่น โอกาสได้กำไรระยะยาว, จำนวนครั้งที่จะติด nut ในแต่ละ session หรือโอกาสการเกิดของเหตุการณ์ต่างๆในชีวิต เช่น โอกาสเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์เป็นต้น) มักจะมีลักษณะที่อ่อนไหวต่อค่า variance อยู่เสมอ (variance จะมีผลมากกับเหตุการณ์เหล่านั้น) หรือพูดอีกอย่างได้ว่า มีความแตกต่างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ระหว่างคนที่โชคดีที่สุดและคนที่โชคร้ายที่สุด แม้จะกำหนดให้ตัวแปรต่างๆมีเท่ากันก็ตาม เมื่อเราทำอะไรบางอย่างที่เหมือนกันเป๊ะ บางคนจะมีโอกาสได้ผลลัพธ์ที่ดีหรือแย่กว่าอีกคน จากโอกาสที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเราเสมอ ในอีกมุมหนึ่ง variance ก็คือฝันรายที่สุดของนักเล่นโป๊กเกอร์ทุกคน ไม่ต่างจากกฎของเมอร์ฟี่ที่กล่าวไว้ว่า “อะไรที่มีโอกาสผิดพลาดได้ สุดท้ายมันจะเกิดขึ้นได้เสมอ แม้แต่ในทางที่แย่ที่สุด” ทำให้เราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับมันอย่างเหมาะสม มองแบบประชดประชันหน่อย variance ก็อาจจะเป็นของขวัญที่เยี่ยมที่สุด ที่โป๊กเกอร์มอบให้กับเราก็ได้ เพราะถ้าไม่มีมัน ความตื่นเต้นของความอับโชคในเกมที่เล่นกันได้ดีที่สุดก็จะหายไป และความน่าสนใจในเกมโป๊กเกอร์ก็อาจจะ “ถดถอย” ลงไปจนเหมือนเกมอย่าง หมากรุก ซึ่งไม่สามารถทำเงินกันได้ ถ้าไม่มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่มีระดับทักษะเหนือกว่าอย่างน้อย 0.01% ระวังสิ่งที่หวังกันเอาไว้ให้ดี ถ้า variance เป็นสิ่งที่น่ากลัว เราก็คงอยากจะให้มันหายไป หรืออย่างน้อยก็หาทางพยายามเลี่ยงมันให้ได้ ซึ่งผมขอแย้งว่า นอกจากมันจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้แล้ว มันยังเป็นสิ่งที่เราไม่อยากให้เป็นแบบนั้นด้วย  ถ้าพูดในเชิงศิลปะ...

ผมรู้บางอย่างเกี่ยวกับผู้คนโดยไม่ต้องเจอหน้ากันก็รู้ นั่นคือ พวกเราชอบเกมกลยุทธ์ (ถ้าเราไม่ชอบ ก็คงไม่คลิกมาอ่านบทความเกี่ยวกับกลยุทธ์โป๊กเกอร์แบบนี้หรอก) ไม่ว่าจะเป็นหมากรุก, Magic: The Gathering, หรือ League of Legends เราอาจจะเสียเวลาชีวิตไปเยอะในการเล่นเกมเหล่านี้ ดังนั้น เราคงรู้ดีว่า มีอยู่ 2 แง่มุมที่สำคัญในการเล่นเกมกลยุทธ์ นั่นก็คือ การรุก และ การตั้งรับ ซึ่งเราคงเข้าใจดีว่า ถ้าเรามีเกมรับที่ไม่ดี มันก็ยากที่จะชนะ โดยเฉพาะเมื่อต้องแข่งในระดับสูง ในเกมโป๊กเกอร์ก็ไม่ต่างกัน ถ้าเราไม่มีกลยุทธ์เกมรับที่แข็งแกร่งพอ เราจะจบลงด้วยการเสียชิพจำนวนมาก ทำให้กำไรจากความพยายามในการเล่นเกมรุกของเราต้องเสียไป มันจึงเป็นที่มาของประเด็นในวันนี้ คือ การตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ซึ่งเราจะครอบคลุมประเด็นต่างๆดังนี้ : จุดที่สำคัญที่สุดในการตั้งรับตอน turn การตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ตอน turn ในทางทฤษฎีการตั้งรับเมื่อเจอ c-bet ตอน turn ในทางปฏิบัติการปรับตัวตามตัวแปรต่างๆในการเล่น จุดที่สำคัญที่สุดในการตั้งรับตอน turn สถานการณ์ที่สำคัญที่สุดในการศึกษา คือสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด และเมื่อคิดตามมุมมองนี้ จุดที่ต้องต่อสู้กันโดยใช้เรื่องของตำแหน่ง ที่มีอิทธิพลมากที่สุดคือสถานการณ์ที่ BTN เจอกับ BB BTN vs. BB...

X